chai-C ©'s profile*c*..chai-C..*๐*PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
5/2/2007 Linkin Park - What I've DoneIn this farewell, There’s no blood, There’s no alibi. ‘Cause I’ve drawn regret, From the truth, Of a thousand lies. So let mercy come, And wash away… What I’ve Done. I’ll face myself, To cross out what I’ve become. Erase myself, And let go of what I’ve done. Put to rest, What you thought of me. While I clean this slate, With the hands, Of uncertainty. So let mercy come, And wash away… What I’ve Done. I’ll face myself, To cross out what I’ve become. Erase myself, And let go of what I’ve done. For What I’ve Done I'll start again, And whatever pain may come. Today this ends, I’m forgiving what I’ve done. I’ll face myself, To cross out what I’ve become. Erase myself, And let go of what I’ve done. What I’ve done. Forgiving What I’ve Done. กูมันโง่"แต่ตอนนี้เราห่างกันซักพัก" กูคิดอะไรของกูู! ๐ เพราะความงี่เง่าของผมเอง ที่ทำให้ผมเกือบต้องเสียคนที่ผมรัก และคนที่รักผมมากที่สุดไป ๐ ในวันวาเลนไทน์ เป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนอาจจะกำลังอยู่กะคนรัก แต่... ผมกลับต้องมานั่งเสียใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมอยากบอกว่า "ผมขอโทษและผมเสียใจมากครับ" ๐ หลังจากได้คำปรึกษาที่ดีมากๆ จากเพื่อนคนหนึ่ง ผมไม่รอช้า ที่จะทำตาม เพื่อไปตามหา "หัวใจ" ของผมกลับคืนมา ๐ ผมรีบไปหาเขา เรื่องราวต่างๆ ที่เคยคิดว่าจะพูด แต่กลับไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งสิ้น ผมคิดว่า "รัก" มันอยู่ข้างใน รักที่รู้กัน โดยไม่ต้องเอ่ยปากบอก ๐ สุดท้าย...ผมก็ได้รู้ว่า.... ขณะที่ผมกำลังคิดมาก แต่เขากำลังคิดถึงผม ขณะที่ผมกำลังคิดอยากจะคุยด้วยแต่ไม่โทรไปหา แต่เขาโทรมาหาผมแต่แล้วผมกลับบอกเขาว่ากำลังยุ่ง ขณะที่ผมกำลังไม่เข้าใจเขา แต่เขากำลังเดินจนปวดเท้าเพื่อซื้อของให้ผมในวันวาเลนไทน์ และขณะที่ผมคิดอยากตัดใจเพื่อตัดปัญหาซะ ผมก็ได้เห็นสิ่ง สิ่งหนึ่ง ที่อาจจะเป็นแค่สิ่งเล็กๆ แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึก และความจริงใจที่เขามีให้ ผมอ่านข้อความ ข้อความนั้น ภาพต่างๆ มันก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ๐ ๐ เออ... " กูมันโง่ " จริงๆ ด้วย ๐ ๐ ๐ เรื่องราวครั้งนี้ของผม ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามีมากขึ้น คือ ๐ "ความรัก" ๐ บางทีความไม่เข้าใจกัน เมื่อมันผ่านไปได้ ก็จะทำให้เรารู้ว่า ๐ "ที่จริงแล้ว เรายังรักเขาอยู่ และรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ" ๐ ๐ สุดท้าย ผมอยากบอกใครก็ตาม ที่กำลังมีคนที่คุณรักอยู่ จงรักษาเขาไว้ให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ มีเรื่องใดที่ไม่เข้าใจกันก็ต้องคุยกัน หรือไม่ก็ต้องหาใครซักคนเพื่อรับฟัง อย่าเก็บไว้คนเดียว เพราะจะยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันแย่ลง และท้ายที่สุด ถ้าเมื่อใดที่คุณโกรธกัน ให้คุณลองนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เคยมีให้กัน สิ่งที่เคยทำร่วมกัน แววตาคู่นั้นของเขา รอยยิ้มของเขายามที่บอกรักกัน ๐ แล้วคุณจะรู้ว่า "คุณรักเขามากแค่ไหน" ๐ ๐ ๐ 2/13/2007 เพียงแค่คำพูด"ฉันรักเธอ" . . . หากมีคนมาบอกรักคุณอย่างนี้ คุณคิดว่า เชื่อได้มากแค่ไหน ในความคิดของผม บอกตามตรง "ผมไม่เคยเชื่อซักครั้ง" * ทำไม? เพราะเหตุใด? * ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดนี้เช่นนี้ ยอมรับว่ารู้สึกดี และชอบฟังเป็นที่สุด แต่... คิดไปคิดมา "จะเชื่อได้อย่างไร" * "ความรัก" อะไรคือ "ความรัก" แล้ว "รัก" หล่ะ "รัก" มันเป็นเช่นไร คุณแน่ใจได้อย่างไร ว่าสิ่งที่คุณทำมันเรียกว่า "รัก" หรือมันคือ "ความหลง" * "รัก" กับ "หลง" บางคนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เป็นเพราะเหตุใด * "รัก" การแสดงออกถึงความรัก มันไม่ใช่สักแต่พูดว่า "รัก" ความรักบางทีไม่จำเป็นต้องพูดก็เข้าใจ แล้วเข้าใจได้อย่างไร... * "หากรักไม่ใช่อยู่ที่การกระทำ" * หลายครั้งหลายหน ที่หลายคนต้องเสียใจเพราะคำว่า "รัก" แล้วเหตุใดเล่า คนเหล่านั้นถึงเสียใจ ผมตอบแทนพวกเขาไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณถามผม ผมจะบอกว่า... * "รัก ของเขา กับของเรา ความหมายมันต่างกัน" * หากผมรักใคร ผมจะไม่ทำให้คนที่ผมรักเสียใจ * หากผมรักใคร ผมจะไม่ทำให้คนที่ผมรักต้องเจ็บปวดและเสียน้ำตา * หากผมรักใคร ผมจะไม่ทำให้คนที่ผมรักต้องรู้สึกเดียวดายในเวลาที่ผมอยู่เคียงข้างเธอ * และหากผมรักใคร ผมจะแคร์ความรู้สึกของคนที่ผมรักมากที่สุด * ความรัก มันคือ การดูแล การเอาใจใส่ การปลอบโยน การเป็นห่วงเป็นใยกัน ....ฯลฯ . . . ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่ "จุดหมายปลายทาง" ในชีวิตของเธอ ฉันขอแค่เป็นที่พักริมทางให้เธอหยุดพัก ยามเธอเหนื่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ฉันไม่เคยแม้แต่เป็นที่พักริมทางของเธอ" เธอไม่เคยหยุดอยู่ที่ฉัน ในขณะที่ฉันหยุดอยู่กับที่ ตลอดเวลาที่เธออยู่กับฉัน "เธอเดินทางหาที่พักที่ดีกว่าฉันเสมอ" * * "ที่รัก" หากเธอยังรักฉัน เธอจงแสดงให้ฉันเห็นว่า "เธอรักฉัน" อย่างที่เธอพูด แต่ "ที่รัก" ถึงอย่างไร "ฉันก็ยังได้ยินคำว่ารักจากปากของเธอเสมอ" และ "ที่รัก! ฉันก็รักเธอมากเช่นกัน" * * * แต่ตอนนี้เราห่างกันซักพัก แล้วลองคิดทบทวนดูใหม่ว่า "เธอรักฉันจริง และทำเพื่อนกันและกันได้จริง เท่านี้ที่ขอ" * หากเธอยังไม่พร้อม ฉันก็พร้อมยอมรับ คำว่า "ลา" * 2/4/2007 "บางสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น"เมื่อคืนวาน ผมไปหาซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดมา...
๐ ตอนนั้นเป็นเวลาดึกแล้ว ไปถึงก็ประมาณห้าทุ่ม ไปกับสาย 8 นรกแตก นั่งไปลุ้นไป กรูจะถึงปากคลองมั้ยว้าาาา (ขับน่ากลัวมาก) ๐ ไปถึงก็โล่งอก ส่วนเรื่องขากลับก็สายเดิม งั้นเดี๋ยวค่อยมาลุ้นกันใหม่ "ชีวิตมันช่างท้าทายอะไรเช่นนี้" เฮ้อ! ๐
เมื่อรถจอดอย่างสวัสดิภาพก็ลงตรงสะพานพุทธ เพราะสุดสายที่นั่น แล้วค่อยเดินต่อไปอีกนิดนึงก็ถึงปากคลองตลาด ๐ โห! ดึกป่านนี้แล้วยังมีของขายเพียบ เพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย เพราะเพิ่งเคยมาตอนค่ำๆ มืดๆ เป็นครั้งแรก เคยแต่ได้ยินว่าที่สะพานพุทธมีของขายเยอะมาก ได้เห็นกะตาก็คราวนี้แหละ (โถเด็กน้อย!) ๐ ๐ แล้วเราก็เดินไปไปหาซื้อดอกกุหลาบแดง 9,999 ดอก (เยอะไปมั๊ง!) งั้นซักดอกก็คงพอ (อุตส่าห์ถ่อมาซะไกล เพื่อซื้อดอกเดียวนี่อ่ะนะ ไอ้บ้า!) เออ! หลายดอกก็ได้ - - - (ออกแนวเพี้ยนแล้วตู พูดคนเดียวก็เป็น) ๐ ถามไปเรื่อยๆ ก็มีแต่ราคาอันแพงแสนแพง แล้วดอกที่บานๆ หน่อย ที่พร้อมจะใช้งานคืนนี้ก็หายากจริงๆ หาไม่ได้เลย มีแต่ดอกตูมๆ และถูกสุดก็ 150 อ่ะ แต่ก็จะทำไงได้ "ช่วงนี้ใกล้วาเลนไทน์ ดอกกุกลาบมันแพง" (แม่ค้าบอก) งั้นหรือว่ากรูจะซื้อดอกบัวแทนดีมั้ย ท่าทางจะถูกกว่า -_-" เพื่อ? ๐ เฮ้อ! สุดท้ายก็มาเจอร้านนึง ดอกกุหลาบดอกใหญ่มาก (แม่ค้าบอกว่าเป็นเบอร์ 1) ดอกละ 20 (ก็ถือว่าไม่แพง) มีหลายสีให้เลือกสรร งั้นเลือกสีขาวซักดอกเอาไปให้ ... ดีกว่า แม้ค้าก็เลยแกะตาข่ายที่หุ้มดอกไว้ออก แล้วเอาไปแช่น้ำในถัง บอกว่าต้องแช่น้ำซักพัก "แป๊บเดียว" แล้วดอกมันจะบาน ๐ ระหว่างที่เราเลือกดอกกุหลาบสีขาวอยู่นั้น ก็มีผู้ชายสองคนมาเลือกดอกกุหลาบด้วยกัน เค้าเลือกสีแดง แล้วเค้าก็ถามแม่ค้าว่า "สีแดงนี่หมายถึง รัก ใช่ไหมครับ" แม่ค้าก็ยิ้มบอกเป็นนัย แล้วสองคนนั้นก็เลือกกันต่อไปซักพัก ส่วนกรูก็เลือกดอกไม้ของกรูต่อไป ๐ ในสองคนนั้น มีคนนึงถามอีกคนนึงว่า "จะซื้อกี่ดอกดี" อีกคนตอบว่า "แล้วแต่มึง" "งั้นดอกเดียวพอ ดอกเดียวรักเดียว จริงใจดี" .
อืม! กรูฟังอยู่ด้วย โรแมนติกฉิบหาย (ขอโทษที่หยาบคาย แต่เดี๋ยวมันไม่ได้อารมณ์) กรูก็เลยเงยขึ้นไปมองหน้าคนพูดหน่อยดิ๊ ว่าหน้าตามันเป็นไง อืมหน้าตาดี สงสัยแฟนคงสวยน่าดู (เป็นหมอดูอีกแล้วกรู) ๐ ทั้งคู่เค้าก็คุยกันถามกันไปเรื่อยๆ ว่าดอกไหนสวย แบบไหนดีกว่า ตามเรื่องตามราว ประมาณว่า จะซื้อดอกกุหลาบให้สาว แล้วถามความเห็นเพื่อน ให้เพื่อนช่วยเลือก ๐ "มึงชอบดอกไหน" คนนึง ถามอีกคนนึง อีกคนก็หยิบขึ้นมาดอกนึง แล้วบอกว่า "กูชอบดอกนี้" "งั้นเอาดอกนี้" คนที่ถามพูด พร้อมกับยื่นเงินให้แม่ค้า 20 บาท แล้วทั้งคู่ก็เดินหายไป ๐ ๐ ๐ ดอกกุหลาบขาวที่แช่น้ำไว้ไม่บานซักที นี่ก็ห้าทุ่มครึ่งแล้ว เราก็เลยบอกแม่ค้าว่า "งั้นเดี๋ยวผมมานะครับ เอาดอกนี้แหละ ผมขอไปซื้ออย่างอื่นก่อน" แม่ค้าก็ยิ้มพยักหน้า บอกว่า "ไปเดินสะพานพุทธก่อนก็ได้ อีกซักพักแหละกว่าจะบาน" (อ้าว! ไหนบอกว่าแป๊บเดียว) ๐ เดินไปก็ถามราคาไปเรื่อยๆ ราคาก็เท่ากันทุกร้าน ๐ แต่เมื่อเดินมาถึงร้านนึง . . . เจอผู้ชายคู่เดิมเมื่อตะกี๊นั่นอีกแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่ยังติดใจกับคำพูดโรแมนติคเมื่อครู่นี้ ก็เลยจำสองคนนี้ได้ ๐ เราก็ยืนเลือกดูกุหลาบของเราไปเรื่อยๆ ส่วนคู่นั้นก็ยืนคุยกันอยู่ข้างหลัง ๐ "มึงจะเอาอีกมั้ย" คนที่ซื้อดอกกุหลาบแดง 1 ดอก ถามอีกคนที่ถือดอกกุหลาบแดงดอกนั้นอยู่ "ไม่เอาแล้วววว มึงซื้อให้กูแค่นี้กูก็รักมึงจะแย่แล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว นี่กูก็ตกลงเป็นแฟนมึงแล้วนี่" คนที่ถือดอกกุหลาบแดงบอก ๐ เหวอ! ๐ กระผมได้ยินก็อึ้งนิดหน่อย เพราะปกติจะมองคนไม่ค่อยพลาด แต่คราวนี้พลาด ก็เลยแอบหันไปมอง
ตกลงเค้าสองคนเป็นแฟนกันจริงๆ ด้วย เหอะๆ น่ารักดีเนอะ ๐ มองดูนาฬิกาอีกที ห้าทุ่มสี่สิห้านาทีแล้ว ผมจึงรีบเดินกลับไปซื้อกุหลาบขาวที่ร้านเดิม แม่ค้าบอกว่า "ไปเร็วจัง ยังไม่บานเล้ยยยย" "ไม่เป็นไรครับ งั้นผมเอาดอกนี้แทนก็ได้ เดี๋ยวรถเมล์คันสุดท้ายออกเที่ยงคืนครับ" ผมจ่ายเงินให้แม่ค้า แล้วรีบไปขึ้นรถเมล์สายนรกแตกสายเดิม ๐ ๐
๐ ระหว่างทางที่เดินมาก็คิดอะไรไปด้วยหลายอย่าง "เรามาที่นี่ เพื่อใครนะเนี่ย" ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า "คนอย่างเราจะมีใครซักคนไว้ให้มอบดอกไม้ให้ เหมือนกะคนอื่นเค้าด้วย" ๐ และอีกเรื่องนึงที่อดคิดไม่ได้ก็เรื่องของ "สองคนนั้น" ตอนแรกที่เห็นก็ไม่คิดเล้ยยย ว่าเค้าจะเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อนผู้ชาย ยังไงก็ไม่น่าเชื่อเลยว่า "สองคนนั้นจะเป็นแฟนกัน" แต่ก็นั่นแหละ ... การมองคนแค่ผิวเผิน ก็ไม่สาสารถตัดสินตัวตนของเขาได้ (จนกว่าจะได้ยินเค้าคุยกันน่านแหละ) . "สิ่งที่เราเห็น บางทีก็ไม่ใช่สิ่งที่เค้าเป็น" ๐ ๐ ๐ ๐ 1/30/2007 จูบ๐
๐ จูบคืออะไร ทำไมต้องจูบ จูบทำกันยังไง ท่าไหน จูบแบบไหนถึงจะดี จูบแล้วรู้สึกอย่างไร . . . ฯลฯ ๐ ๐ ๐ "จูบ" หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Kiss" ซึ่งการจูบเป็นการแสดงถึงความรัก ความรู้สึกดีๆ ที่คนสองคนซึ่งอาจจะเป็นคู่รักหรือไม่ใช่คู่รักก็ได้ แสดงต่อกัน จูบนั้นมีหลายแบบ (ไม่รู้ว่ามีกี่แบบ) เพราะขึ้นอยู่กับว่าเราจะสรรสร้างมันเป็นแบบไหน ๐ แต่การจูบที่จะพูดถึงต่อไปนี้คือ "การจูบกับคนรัก" ซึ่งการจูบที่น่าจะซาบซึ้งที่สุดสำหรับคนรักในความรู้สึกของผม ผมคิดว่าก็คงเป็น French Kiss หรือการจูบปากแบบดูดดื่ม หรือจูบตวัดลิ้นนั่นเอง (ฟังชื่อนี้แล้วไม่ไหวเนอะ) ^_^"
๐ การจูบปากแบบดูดดื่ม คือการเอาปากของกันและกันมาประกบกัน สัมผัสกัน เคล้าคลึงริมฝีปากกัน โลมเลียกันด้วยลิ้นอย่างเป็นจังหวะ และมีความรู้สึกดื่มด่ำไปกับการจูบนั้นด้วย แต่...
การจะทำการจูบที่สมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้ ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ เรื่องอย่างนี้อาจต้องเวลาในการฝึก ความบ่อยครั้งที่ฝึก และที่สำคัญที่สุดคือ "คู่ฝึก" ๐ ในการจูบช่วงแรกๆ อาจจะเป็นการจูบที่ทุลักทุเลบ้าง ฟันกระทบกระทั่งกันบ้าง หรือน้ำลายไหลบ้าง (อี๋!) แต่ซักพักทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่อีกนั่นแหละ มันก็อาจจะยังคงไม่เพอร์เฟค ๐ แล้วอย่างไหนหรือคือเพอร์เฟค คำตอบคือ "สุญญากาศ" *** บางทีสุญญากาศก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้จูบ และผู้ถูกจูบต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ***
๐ การจูบที่เพอร์เฟคและรู้สึกดีที่สุดตามความคิดของผมคือ "สุญญากาศ" เท่านั้น ๐ การจูบเมื่อปากของทั้งสองคนประกบกันจนแนบแน่น ริมฝีปากบดขยี้กันและดูดเข้าหากัน ปากของทั้งสองคนเปิดออกหากันภายใน ลิ้นดุนและดันของกันและกันเป็นจังหวะ เมื่อเริ่มดูดดุนกันแรงขึ้น ลิ้นจะเริ่มแข็ง ขยับไปมาบดบี้กันด้วยความหนืด ขยับระรัวได้ยากขึ้น ซึ่งจะรู้สึกเหมือนลิ้นทั้งสองแผ่นคือแม่เหล็กชิ้นใหญ่ต่างขั้วกัน ที่มีแรงดูดมหาศาล พยายามดูดเข้าหากัน อย่างหนักหน่วง ยิ่งตวัดลิ้นเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกว่า ลิ้นทั้งสองแผ่นมันจะยิ่งดูดเข้าหากันมากขึ้นเท่านั้น
๐ นี่แหละคือ "การจูบที่เพอร์เฟคที่สุด" ๐ ๐ แต่อย่างไรก็ตาม การจูบที่ดี ควรเป็นการจูบที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน เป็นความรู้สึกที่อยากแสดงความรู้สึกรักที่มีต่อกัน ผ่านการจูบ ไม่ใช่จูบเพราะต้องจูบ หรือจูบเพราะถูกบังคับ ๐ เพราะการจูบที่เกิดจากการฝืนใจ หรือจูบด้วยความไม่เต็มใจ อาจจะทำให้ผู้จูบและผู้ถูกจูบ ไม่รู้สึกดีใดๆ กับการจูบนั้นเลยก็เป็นได้ ซึ่งบางทีอาจจะมีแต่ความรู้สึกสะอิดสะเอียนขยะแขยงเข้ามาแทนที่ จนไม่ชอบการจูบไปเลย และจะฝังใจเอาว่า "จูบเป็นสิ่งที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย" ๐ เมื่อก่อน ผมก็ไม่ค่อยชอบการจูบซักเท่าใดนัก เพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั่นแหละ แต่... ณ ตอนนี้ "ผมชอบการจูบที่สุดเลยครับบ" ^๐^ ๐ เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะจูบใครโดยที่ไม่ทำให้คู่จูบของคุณหาว่า "คุณเป็นคนที่จูบไม่เอาไหน" จงจำเอาไว้ว่า จูบทุกครั้งต้องเกิดจากความรักและความเต็มใจที่จะจูบเท่านั้น และการจูบย่อมฝึกกันได้ ม่ะ! มาฝึกกัน นี่ มีคู่มือการฝึกให้ด้วย
๐
Can You Become A Better Kisser? ๐ ๐ หมายเหตุ : ข้อความนี้ไม่เหมาะแก่การใช้อ้างอิงในเรื่องใดๆ หรือที่อื่นใดทั้งสิ้น เพราะข้อความเหล่านี้เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นนะครับ ๐ ๐
1/11/2007 ทำไม อะไร และทำไม???.
เคยเป็นมั้ย? เวลาที่เรียนภาษาอังกฤษในคลาสที่พูดภาษาอังกฤษกันล้วนๆ หรือไม่ก็หลังจากที่ดูหนังซาวด์แทรค . จะมีความรู้สึกว่า "ตัวเองพูดภาษาอังกฤษได้" "คิดอะไรก็เป็นภาษาอังกฤษไปหมด" แต่พอวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม คือ กรูยังพูดไม่ได้ . มีใครเป็นแบบนี้บ้างมั้ย? . . วันนี้ไปเรียนภาษาอังกฤษที่โบสถ์แล้วววว หลังจากขาดหายไปสองสัปดาห์ เพราะติดสอบมิดเทอม . ไปถึงที่โบสถ์เงียบมาก คิดว่า วันนี้เค้างดรึป่าวหว่า.. หรือว่าเค้าปิดคอร์สไปแล้ว.. ไปที่ห้องเรียนไฟก็ปิด เค้าหายไปไหนกันหมดอ่ะ ก็เลยมานั่งรอที่โซฟา สุดท้ายก็นั่งรอไปจนเกือบ 1 ทุ่ม (ปกติเรียน หกโมงครึ่งถึงสองทุ่มครึ่ง) . ซักพัก.. เอลเดอร์ , ซิสเตอร์ และคนอื่นๆ ก็มาถึง และทักทายกัน "สวัสดีครับ สบายดีมั้ย" เอลเดอร์ทักทาย ฟังตอนแรกก็ฟังแล้วประหลาดๆ อยู่หน่อย เพราะปกติจะทักกันแค่ "เฮลโล่" หรือไม่ก็ "สวัสดีครับ" เฉยๆ ทำไมวันนี้มี "สบายดีมั้ย" ต่อมาด้วย หรือว่ากรูดูเหมือนไม่สบาย แต่ก็พยามยามไม่คิดมาก ตอบสวัสดีกลับไป พร้อมกับบอกว่าสบายดี . เฮ้อ แล้วนี่กรูสบายดีมั้ยวะ ชักไม่แน่ใจ . ซักพักมีคนอื่นมาถึง เอลเดอร์ก็ทักเหมือนกัน "สบายดีมั้ย" เราก็เลยพอจะเข้าใจแล้วว่า เขาคงเทียบกับธรรมเนียมการทักทายของเค้าละมั๊ง ที่จะต้อง How are you? หลังจาก Hello! . หมายเหตุ : เอลเดอร์ (Elder) คือตำแหน่งของผู้สอน ซึ่งเวลาเรียก ต้องเรียกว่า เอลเดอร์ แล้วตามด้วยชื่อสกุล ของเอลเดอร์นั้น เช่น Elder Tuttle ก็คือ เอลเดอร์คนนี้นามสกุล "ทัดเดิ้ล" แต่ผมก็เคยถามเขานะว่า What's
your first name? เขาบอกว่าชื่อ Aaron (แอร่อน) แต่ห้ามเรียกชื่อ first name (Aaron) ของเขานะ
เพราะเขาอยู่ในสถานะเอลเดอร์ จะมาเรียกชื่ออย่างนั้นไม่ได้ และเอลเดอร์ก็ไม่ใช่อาจารย์ด้วย จะเรียกเขาว่า
teacher ก็ไม่ได้เช่นกัน (เอลเดอร์ก็คล้ายๆ กับ มิชชั่นนารี ที่สอนภาษาอังกฤษ พร้อมกับสอดแทรกเนื้อหาของ
ศาสนาเข้าไปด้วย) Elder จะใช้เรียกกับ ผู้ชาย ส่วนซิสเตอร์ (Sister) ก็จะใช้เรียกกับ ผู้หญิง
. *เอลเดอร์นี้จะมีอายุประมาณ 18-19 ปี (แต่ความคิด และคำพูดเวลาสอนนี่ มีเหตุผลและหลักการยิ่งกว่าอาจารย์ สอนภาษาอังกฤษอาวุโสที่เคยเรียนมาซะอีก)
**การมีตำแหน่งเป็นเอลเดอร์นี้จะเป็นแค่ 2 ปี หลังจากนั้นก็จะกลับไปเป็นสามัญชนธรรมดาเช่นเดิม . . อ่ะเข้าเรื่องต่อ... . ทำไมวันนี้คนมาน้อยจัง นั่งคอยไปก็อ่านชีทล่วงหน้าไป ซักพักเอลเดอร์ก็บอกว่าให้ไปเรียนชั้นบน (สงสัยคนมาน้อย เลยเหลือห้องเดียว เพราะปกติจะเรียนชั้นล่าง) . ในห้องเรียนวันนี้จึงหลากหลาย มีตั้งแต่เด็กประถม ไปจนถึงวัยคุณตา . เรื่องที่เรียนวันนี้คือเรื่อง Time เรียนการเรียกชื่อเวลา การอ่านเวลา และ ฯลฯ ที่เกี่ยวกะเวลา . แต่สิ่งที่ผมคิดว่า ได้จากการเรียนเรื่อง Time ครั้งนี้คือ ได้รู้การใช้คำว่า "quarter to" กับ "quarter after" ซึ่งตั้งแต่เริ่มเรียนมา ไม่เคยใช้ถูกซักที สับสนตลอด . quarter to = อีก 15 นาที จะ........... quarter after = ...........กับอีก 15 นาที . และนอกจากนี้ยังได้ความรู้ใหม่อีกว่า คำว่า "will" กับ "shall" เมื่อนำไปใช้แทนกันจะทำให้มีความหมายที่แตกต่างออกไปมากพอสมควร คือ "will" จะเป็นศัพท์ธรรมดาทั่วไป แต่ "shall" มักจะใช้ในคำภีร์ เพราะออกแนวประมาณว่าเป็นราชาศัพท์ ไปนิดนึง
ตัวอย่างเช่น I will eat = ฉันจะกิน แต่ถ้าเป็น I shall eat จะแปลได้เว่อร์ไปว่า "ฉันจะเสวย" โอ้ว! หรูไปจริงด้วย . เรียนทุกครั้งก็จะมีการบ้านให้เขียนเป็น paragraph ทุกครั้ง จะมากจะน้อยก็แล้วแต่เรื่อง ซึ่งวันนี้บอกให้เขียนประมาณ 5-6 ประโยค ภายใต้ข้อสมมตืที่ว่า "ถ้าคุณรู้ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้แค่อีก 6 เดือนเท่านั้น คุณจะทำอะไรบ้าง" . ตอนนั่งรถเมล์กลับบ้านสมองกำลังแล่น ก็เลยเขียนได้ว่า " If I have only six months to live on this earth.
The only one thing that I really want to do is spending my all time with my parents and the one I love. Everyday, I will hug and tell I love them so much. In the last day, I will stay with them and pass away in their arms with no one cry. " . ไม่รู้เขียนผิดบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวพุธหน้า คงรู้กัน . . . ปล. เมื่อเช้ารีบบึ่งไปมหาลัยด้วยมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากบ้านไปถึงแยกเกษตร ลงรถเสร็จก็จะได้ทรงผมตั้งๆ โดยไม่ต้องไดร์ พร้อมกับหน้าชาๆ จากการปะทะลมตลอดทาง ไปถึงก็ยืนต่อคิวรอมอเตอร์ไซด์เข้าในมหาลัยแถวยาวเหยียด (อาการปกติของช่วงเช้า) ยืนรออยู่ แถบๆ ปลายแถวซึ่งล้นออกมาถึงถนนใหญ่ (ถนนพหลฯ) . อยู่ดีๆ ก็มีรถเก๋งมาจอดข้างๆ แล้วคนขับรถข้างในก็ทำท่าเลิ่กลั่ก มองเข้าไปดู อ้าว.... อาจารย์ที่สอนบัญชีเรานี่หว่า ตอนนั้นงงๆ ไม่รู้ว่า อาจารย์เค้าสื่อความหมายว่าไง กับใคร เลยไม่ได้สวัสดี ก็เลยคิดว่า อาจารย์เค้าคงบอกให้หลบแถวเข้าข้างในละมั๊ง เดี๋ยวรถจะเฉี่ยวเอา . พอดีมีแท็กซี่ขับตามหลังรถแกมา แกก็เลยขับไปจอดข้างหน้าโน้นนน แล้วเปิดกระจกชูมือเหมือนจะเรียกให้ไปขึ้นรถ . อ้าว! งั้นตะกี๊ อาจารย์เรียกให้ขึ้นรถรึป่าวหว่า . แต่ก็ยัง งงๆ คิดว่า อาจารย์เรียกเราป่ะวะ อาจารย์เค้าจะจำเราได้เหรอ เดี๋ยวถ้าไม่ใช่ก็หน้าแหก ลังเลอยู่ตั้งนาน สุดท้ายก็ไม่ไปละกัน เพราะถึงอาจารย์จะให้เราไปด้วย ก็คงต้องไปลงคณะบริหาร แต่ผมจะไป ศร.3 คร้าบ... ถ้าไปลงที่คณะบริหารคงหามอร์'ไซด์ต่อลำบาก เข้าเรียนคาบแรกไม่ทันกันพอดี . สุดท้ายอาจารย์ก็ขับรถออกไป... . . พอถึงคาบเรียนบัญชี (คาบสอง) อาจารย์มาถึงเห็นหน้าเรา ก็พูดเลยว่า.."เมื่อเช้าเรียกให้ขึ้นรถก็ไม่ยอมมา อาจารย์อุตส่าห์ไปจอดรอข้างหน้าแล้วก็ยังไม่วิ่งตามมาอีก" . อ้าว! อาจารย์เรียกเราจริงๆ ด้วย . เราก็เลยพูดบอกอาจารย์ไปว่า "ผมนึกว่าอาจารย์จะให้หลบรถครับ" . อาจารย์ก็บอกว่า "ปกติตอนเช้า ฉันจะเห็นคนเข้าคิวรอมอเตอร์ไซด์แถวยาวมาก ก็สงสารและจะพยายามมองดูว่า มี เด็กของเราอยู่บ้างหรือป่าว จะได้ให้มาด้วยกัน ไม่ต้องไปรอนาน" . ฟังแล้วก็บอกไม่ถูก ความรู้สึกนึงก็ประทับใจ ที่อาจารย์จำเราได้ แต่อีกความรู้สึกนึงก็รู้สึกเสียใจ ที่เราปฏิเสธน้ำใจจากอาจารย์ เพราะไม่เคยคิดเลยว่า อาจารย์จะจำเราได้ เด็กที่เรียนกะแกก็เยอะแยะ และเราก็ไม่ได้คุยกะอาจารย์ซะด้วยซ้ำ . ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ ด้วยความรู้สึกผิด . เฮ้อ! สุดท้ายตอนเช้าเราก็เข้าเรียนคาบแรกสายไป 10 นาที พอหมดคาบ ยังโดนเรียกชื่อหน้าห้องด้วยว่ามาสาย อายหว่ะ . ปล.อีกที ทำไมปล. กรูยาวจังวะ . . 12/31/2006 Scheduleเมื่อวันก่อนได้อ่านหนังสือมาเล่มหนึ่งที่ร้านตอนไปกินข้าว
เค้าเขียนถึงตารางเวลาที่ดีในการทำการต่างๆ
เห็นว่าน่าสนใจดี เลยแอบจดมา งั้นก็เอามาลงไว้ในสเปซละกัน
เผื่อกระดาษที่จดไว้หาย หรือใครจะลองทำตามดู
06.00 เวลาดีแห่งการ xxx กะคนรัก เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสมบูรณ์ที่สุดทั้งชายและหญิง
08.00 อาหารเช้า แต่ทางที่ดีควรกินภายใน ครึ่ง ชม. หลังจากตื่นนอน (อ้าว แล้วตอน 6 โมงเช้าอ่ะ)
09.30 ตัดสินใจเรื่องสำคัญ เป็นช่วงที่สมองกำลังแล่น โอกาสตัดสินใจผิดพลาดน้อย
13.30 ส่งอีเมลล์สำคัญ เพราะคนส่วนใหญ่จะเช็คเมลล์หลังอาหารเที่ยง
14.30 ระดมความคิด เป็นช่วงที่สมองด้านครีเอททำงานดี
16.00 ขอเงินเดือนขึ้น เพราะช่วงนี้ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเราจะตอบสนองอย่างมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองที่สุด
17.00 ออกกำลังกาย ช่วยผ่อนคลายจากการทำงานหนักมาทั้งวัน
18.00 อาหารเย็น
19.30 ซื้อของ เช่น ของใช้ในบ้าน หรืออื่นๆ เพราะการซื้อของหลังจากทานอิ่มๆ จะช่วยลดการซื้อของกินจุกจิกไปได้
23.00 เข้านอน...
ลองดูนะครับ บางอันก็แปลกๆ อยู่บ้าง
แต่ก็เลือกปรับใช้เอาเองแล้วกัน
อย่างน้อยก็เวลาทานข้าว ออกกำลังกาย เข้านอน สำหรับคนที่กิน นอน ไม่เป็นเวลา
อาจจะช่วยให้มีเวลาทานข้าวตรงเวลาขึ้นได้บ้าง
(แต่เอ๊ะ แล้วข้าวเที่ยงอ่ะ หรือว่าเค้าไม่กินกัน)
12/8/2006 ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวันผมได้ไปเจอเรื่องหนึ่งมา มีคนเล่าไว้ ในเว็บไหนจำไม่ได้แล้ว
แต่ลองอ่านดูนะครับ
ที่เมืองๆหนึ่ง...มีชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการอยู่คนนึง
ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆทั้งหลายในเมือง แต่เขาคบกับใครได้ไม่นานก็ต้องเลิกรา คนแล้วคนเล่า
พ่อของหนุ่มคนนั้น ด้วยความอยากให้ลูกชายของตนมีครอบครัวเสียที วันนึงพ่อของหนุ่มคนนั้นจึงถามด้วยความเป็นห่วงลูกชายว่า
"ลูกเป็นเกย์เหรอลูก?"
"ไม่ได้เป็นครับ"
"หรือผู้หญิงในเมืองนี้ไม่มีใครสวยพอที่ลูกต้องการเหรอ"
"เปล่าครับ พ่อ" "แล้วทำไม ถึงไม่เลือกใครสักคนเป็นภรรยาเสียทีล่ะ" "ผมยังไม่เจอคนที่ใช่สำหรับผมครับ" จากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็บอกกับพ่อเขาว่า ขอออกไปตามหาคนที่ใช่สำหรับเขา และจะไม่กลับมาจนกว่าจะเจอ
หลังจากที่ชายหนุ่มจากไป ปล่อยให้พ่อเขาเฝ้ารอวันที่ลูกชายจะหวนกลับมาอยู่เนิ่นนานหลายสิบปี แล้วในที่สุดลูกชายเขาก็กลับมา ...แต่เขาเห็นเพียงลูกชายเพียงคนเดียวจึงถามลูกชายว่า "ไหนว่าจะกลับว่าพร้อมกับคนที่ลูกต้องการไง แล้วทำไมลูกถึงกลับมาคนเดียว? หรือในโลกนี้ไม่มีคนที่เจ้าต้องการเลย?? "
" เปล่าครับพ่อ ผมเจอแล้ว " " หรือว่า..เขาตายไปแล้ว?" "เธอยังอยู่สุขสบายดีครับ" "งั้นทำไมเขาไม่มาด้วยกันกับลูกล่ะ?
"เธอมาไม่ได้ครับ" "ทำไมล่ะ?" "เธอรอ คนๆนึงอยู่ครับ" "รอ ..รอใคร?" "คนที่ใช่ สำหรับเธอครับ" "เขาคือคนที่ใช่สำหรับผม แต่ผมไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเขา.."
เศร้าเลยครับ
งั้นเอาเพลงเศร้าๆ ไปฟัง (อ้าว!)
ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน
วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย
แอบรักดอกทานตะวัน แรกแย้มยามบาน อวดแสงตะวัน ช่างงดงามเกินจะเอ่ย ดอกเหลืองอำพัน ไม่หันมามอง แม้เหลียวมา ยังไม่เคย ไม้ขีดเจ้าเอ๋ย เลยได้แต่ฝัน ข้างเดียว ดอกไม้จะบาน และหันไปตาม
แต่แสงจากดวงอาทิตย์ จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา เพียงปรารถนา ให้มีลำแสง สีทอง จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา เพียงปรารถนา ดอกทานตะวัน หันมอง สักครั้ง ดนตรี
เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย
สาดแสงในใจ ไม่นาน ดอกเหลืองอำพัน จึงหันมามอง และพบเพียงกองเถ้าถ่าน เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย เพราะรักจริงใจ อย่างนั้น เพียงแค่เธอหัน เพียงแค่เธอมอง ก็พอ ดอกไม้จะบาน และหันไปตาม
แต่แสงจากดวงอาทิตย์ จุดตัวเอง ก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา เพียงปรารถนา ให้มีลำแสง สีทอง จุดตัวเอง ก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา เพียงปรารถนา ดอกทานตะวัน หันมอง จุดตัวเอง ก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา
เพียงปรารถนา ให้มีลำแสง สีทอง จุดตัวเอง ก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา เพียงปรารถนา ดอกทานตะวัน หันมอง สักครั้ง... 9/6/2006 ต่อจากคราวที่แล้วครับหลังจากมาถึงเซ็นทรัลด้วยความโล่งอกแล้ว
กูไม่รู้จะทำอะไร เลยไปจ่ายค่าโทรศัพท์แล้วกัน ก็เลยเดินไปกดบัตรคิวที่ทรูช็อป โอ้วแม่ง ลำดับที่ 314 นี่เค้าพึ่งเรียกถึงลำดับที่ 304 เอง
รออีก 10 คน ไม่เป็นไรเดี๋ยวคงทัน เพราะจะไปจ่ายค่ามือถือที่เทเลวิสอีก และแล้วกูก้ต้องรอ....
รอ ร้อ รอ .... ทุ่มสี่สิบห้าแล้ว กูยังไม่ได้จ่ายเลย
เพิ่งเรียกถึงลำดับที่ 310 เอง ผ่านมา 6 คิว มันใช้เวลาไป 15 นาทีเลยเหรอวะ เดี๋ยวเทเลวิสมันปิดตอนสองทุ่ม แล้วกูจะทันมั้ยอ่ะ กูก็ยืนรอไปดูนาฬิกาไป ดูโบรชัว ไปบ้าง ก็ไม่รู้จะทำอะไร
คนอื่นเค้าก็รอเหมือนกูน่านแหละ กูเซ็ง คนอื่นก็เซ็ง พอเครื่องมันเรียกที กูก็หันไปดูที ว่าถึงคิวกูแล้วยัง
ซึ่งมันก็คือ ยัง กูก็เลยก้มดูโบรชัวของกูต่อ... มีคนนึงเดินมายืนหน้ากู
กูก็งงๆ เงยหน้าขึ้น เค้ายิ้มให้กูด้วย แต่...
กูทำหน้างงสุดฤทธื์
เค้าเลยเสียเซวฟ ทำเป็นเบ้ปาก แล้วเดินไปยืนหลบอยู่หลังกูแทน ***เออ ไม่ใช่เป็นเพราะเค้าทักคนผิดนะ
เพราะกูรู้กูดูออก ว่าใครมาแนวไหน ใครคิดยังไงกะกู เรื่องนี้เซ้นต์กูแม่น แค่มองตาก็รู้แล้ว ว่ามันสื่อว่าไง*** พอกูรู้สึกตัว กูอยากจะตะโกนด่าตังเองที่สุด "ไอบ้า ไอโง่ ไอเซ่อ ไอฯลฯ....."
โอ้ยยย... คนนี้สเป็กกูเลยอ่ะ กูจะทำไงดี....
กูตื่นเต้นไปหมดทำไรไม่ถูก คิดไรไม่ออกอีกแล้ว ร้อยวันพันปี จะมีคนมาผูกมิตรกะกูก่อน (ล่าสุดก็พี่ต. ตอนกูอยู่ปีสองแล้ว) กูสับสนไปหมด
หรือกูจะหันไปยิ้มกะเค้าดี.. หรือว่ากูเดินเข้าไปคุยเลยดีกว่า.. โอ้ยยย... กูจะทำไงดีวะ กูไม่กล้าซักอย่าง "ไอเหี้ยเอ้ย.. ทำไมมึงถึงขี้ขลาดแบบนี้วะ" กูด่าตัวเองในใจ และยิ่งแล้วใหญ่อยู่ดีๆ กูก็กลับคิดถึงคนที่กูชอบอยู่ซะงั้น (คนที่กูเคยเล่าจากตอนที่แล้ว) ทำให้กูเลยยิ่งไม่กล้า คิดว่า เรามีคนที่ชอบอยู่แล้ว ไม่ควรเจ้าชู้แบบนี้ มันไม่ดี.. โอ้ว อะไรกันเนี่ย ทั้งๆ ที่ เมื่อก่อนกูไม่เคยเป็นแบบนี้ สุดท้ายกูก็ไม่กล้าทำอะไรซักอย่าง
ได้แต่มองทางหางตาว่า เค้าก็มองมาทางเราอยู่ แต่ก็มีอยู่ครั้งนึงกูก็ทำเป็นเอี้ยวตัวไปข้างหลัง ประมาณว่าคอยนานจนเมื่อย แต่จริงๆ แล้วกูอยากจะเห็นหน้าเค้าอีกซักครั้ง มันได้ผล เค้าเหมือนจะยิ้มให้อีก แต่กูทำหน้าบึ้ง (ซึ่งจริงๆ แล้วกูทำหน้าไม่ถูกตะหาก)
เค้าเลยยิ้มไม่ออก... แป่ว..กูนี่ขี้ขลาดจริงๆ กูด่าตัวเองอีกรอบ
จนซักพักเค้าก็เดินออกมา
(ในใจกูตอนนั้น คิดว่าจะหันไปให้ชนกันแบบพระเอกนางเอกพบกันเหมือนในละครหลังข่าวยังไงยังงั้นเลยอ่ะ) แต่....
จนเค้าเดินมาข้างหน้า เค้าจ้องหน้ากู แต่อีก..... กูก็หลบตาอ่ะ "ฮือๆๆๆๆๆๆ ไอบ้า มึงขี้ขลาดอย่างนี้ ก็กินแห้วไปแล้วกัน"
กูด่าตัวเอง ซ้ำไปซ้ำมา แล้วเค้าก็เดินเข้าไปข้างในหายไปในฝูงชน
..โง่ที่สุดเลยกู.. หลังจากนั้นกูก็ได้แต่ชะเง้อมอง ว่า เค้าจะกลับมาอีกมั้ยน้าาาาา
จน...
"314 เชิญที่ช่องหมายเลข 7 ค่ะ" เสียงเครื่องอัดเสียงอัตโนมัติ มันเรียกว่าถึงคิวกูแล้ว กูก็ไปจ่ายตังค์ จ่ายเสร็จกูก็เดินมาดูๆ อีก ก็ไม่เห็น
ก้มดูนาฬิกา นี่จะสองทุ่มแล้ว กูจึงรีบไปจ่ายค่ามือถือก่อน แล้วกูก็เดินออกมา... จ่ายค่ามือถือแค่แป๊บเดียวเสร็จ
ทายซิกูจะไปไหน.. กูเดินกลับไปทรูช็อปอีกครั้ง ประมาณว่าไปดูโปรโมชั่นบ้าบออะไรซักอย่าง
แต่ตากูนั้น ไม่ได้อยู่ที่บอร์ดโปรโมชั่นนั้นเลย กูไม่เห็นเค้าอ่ะ..
กูจึงเปลี่ยนใจมาเดินดูมือถือแถวๆ นั้นแทน แล้วก็เดินวนไปที่ทรูช็อปอีก.. กูก็ไม่เห็นเค้าเลย... หลังจากนั้น กูก็หมดมุขแล้ว
ไม่รู้จะเดินตรงไหนยังไงดีแล้ว จึงได้แต่เดินตัดใจ และเสียใจ ออกมา... เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.. "โอกาสมาถึง แล้วมัวแต่ลีลา ก็ ออ-ดอ-อด สถานเดียว"
"ความไม่กล้า เป็นบ่อเกิดแห่งความแห้ว" แป่ว! ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
7/14/2006 ไม่รู้จะบอกว่าไงหลังจากที่ดองเค็ม blog มานานก็ถึงเวลาอัพซะที
วันศุกร์ที่ 7 กรกฎา 49
วันศุกร์นี้กูมาเรียนแล้วโว้ย.... แต่อาจารย์ไม่เข้าซะงั้น ไรว้า พอกูจะเรียนก็ไม่ได้เรียนอีก
เจอ เอ ที่ห้องคอมฯ เอบอกว่า "วันนี้จะประชุมจริงเหรอ? น้องๆ เค้าคงไม่มาหรอก
4 โมงแล้ว...
ปิดห้องคอมเสร็จ เอขอตัวไปเข้าห้องน้ำ บอกไม่ต้องรอ เพราะ "....หนัก"
"จะไปไหนดีหว่า" ยังไม่อยากกลับบ้าน
"จะเอาไงดีวะ" ยังตัดสินใจไม่เสร็จ รถเมล์สาย 63 มา ก็เลยรีบขึ้นไปก่อน
แต่แม่ง วันนี้รถติดโคตร
แต่กูก็ต้องตื่นเมื่อได้ยินสามคนข้างหลังกูเค้าคุยกัน
ที่กูต้องตื่นก็เพราะเค้าพูดกะเพื่อนเค้าว่า
ทุกคำพูดที่กูได้ยิน กูก็คิดโยงมาถึงเรื่องกูตลอด
จนโทรศัพท์คนนั้นเค้าดังขึ้น... เพื่อนเค้าโทรมาชวนไปเที่ยว
แต่ในมือกูก็ถือโทรศัพท์ไว้แล้วนะ
แต่ซักพักโทรศัพท์คนข้างหลังกูก็ดังขึ้นอีก
โอ้วมายก๊อด...
โอ้ว เย่ ไม่ใช่ จริงๆ ด้วย
รถมาถึงซอยทางเข้าบ้านกูแล้ว แต่กูไม่ลงและ...
จากเครียดสุดๆ กังวลสุดๆ กลายเป็นดีใจสุดๆ นี่กูทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ
พอมาถึงเซ็นทรัลกูก็ลงจากรถด้วยความสบาย
>
... 7/3/2006 หงุดหงิดวันศุกร์ ทำการบ้านไม่ทัน เลยไม่ไปเรียนซะงั้น
แต่ตอนเย็น นัดน้องเจ้าหน้าที่ห้องคอมไว้ ว่าจะไปสอนคอมให้ เลยต้องออกจากบ้าน กำลังแต่งตัวจะเสร็จและ เอ ก็โทรมาเครียดๆ บอกว่า ตอนนี้ห้องคอมวุ่นวายมาก พวกเพื่อนๆ ทำเสียงดัง แถมยังเปิดทีวีดูกันอีก (ร้อยวันพันปี ทีวีนี้ไม่เคยให้เปิด)
ตังค์ก็เก็บไม่ได้ เปิดทีวี ทำเสียงดัง โอ้ย!!!!! เครียด งั้นปิดห้องแม่งมันเลย แล้วจะสอนน้องหล่ะ อ้าว น้องเค้าประชุมเชียร์ เลิกดึก งั้นยกเลิกเลยละกัน เป็นอันว่า ไม่ต้องไปมหาลัย แต่เบื่อและเซ็งสุดๆ ก็กูแต่งตัวเสร็จแล้วหนิ แล้วจะไปไหนดีหล่ะ เออ! ไปดูหนังละกัน
ในที่สุดกูก็ต้องออกจากบ้านจนได้ ทั้งๆ ที่ฝนก็ตกปรอยๆ อยู่เลย . . . ถึงโรงหนัง ดูว่ามีรอบไหนบ้าง ก็เลยโทรไปชวนใคร มาดูเป็นเพื่อน แต่ดันวางหูใส่กูซะงั้น เฮ้ย เซ็งเลยอ่ะ อะไรหว้า งั้นดูคนเดียวก็ได้วะ อุตส่าห์เอาของขวัญมาให้ด้วย งั้นกูไม่ให้แล้ว ตกลงวันนี้ดูเรื่อง Superman Return ได้โรง 13 โรงใหญ่ กูดันเลือกนั่งซะแถว E เลย เพราะเคยดูแถวนี้แล้วโอ มันเต็มจอเต็มตาดี แต่...ทำไมวันนี้รู้สึกมันใกล้จังวะ แหงนจนเมื่อย ตายละหว่า เริ่มเรื่องขึ้นมา เฮ้ยทำไม subtitle ไม่มี เอ๊ะหรือว่ามันเป็นโรงพิเศษ แล้วกูจะรู้เรื่องมั้ยเนี่ย ผ่านไปซัก 10 นาทีได้ ถึงได้ค่อยขึ้นมา ตกลงมันยังไงกัน เออ ลืมเล่า เรื่องนี้อัดอั้นมาก ตอนที่ไตเติ้ลบอกให้ปิดมือถือ เป็นแบบแรพ (กูจำคำพูดมันไม่ได้หรอกนะ) แต่ก็ประมาณว่า.. "ปิดมือถือกันหน่อยได้ไหมครับ จะโทรทำซากอะไรในโรงหนัง พอโทรศัพท์ดังก็รับว่า -กะลังดูหนังอยู่- จะบ้ากันรึครับ"
เขาบอกประมาณนี้แหละ พอไตเติ้ลนั้นจบไปซักแป๊บเท่านั้นแหละ โทรศัพท์ของผู้หญิงข้างๆ มันก็ดังขึ้น แล้วมันก็รับว่า "กะลังดูหนังอยู่" โอ้ย แม่ง สัด เค้าเพิ่งบอกหยกๆ อีนี่เสือกทำซะงั้น เอ๊ะ หรือมันฟังผิดหว่า ว่าเค้าให้รับโทรศัพท์ได้ แต่ให้ตอบว่า "กะลังดูหนังอยู่" เหี้ย! นั่งดูหนังไปซักพัก โทรศัพท์มันก็มาอีก มันก็ตอบเหมือนเดิมอีกว่า "กะลังดูหนังอยู่" นั่งดูไปเรื่อยๆ โทรศัพท์มันก็มาอีก มันจะตอบต่างจากเดิมมั๊ย? คำตอบคือ ไม่เลย "กะลังดูหนังอยู่" แถมคราวนี้ยังไปคุยถามเพื่อนข้างๆ มันอีกว่า หนังจะจบกี่โมง แล้วมาตอบคนที่โทรมา จึงได้วางสายไป โอ้ย! กูจะบ้า ใครช่วยเอาอีนี่ไปเก็บทีซิ ใกล้จะจบเรื่อง โทรศัพท์เธอมาอีกแล้ววววว คราวนี้เธอไม่รับสาย แต่ดึงออกมาจากกระเป๋าถือ ดูว่าใครโทรมา ให้ไฟโทรศัพท์แยงตากูซะงั้น ผ่านไปซัก 10 นาที โทรศัพท์มันก็มาอีก มันก็เอามาดูอีก ไฟก็แยงตากูอีก เป็นอย่างนี้อยู่ซักสี่ห้าครั้งได้ กูหล่ะอยากจะด่า แต่กูไปคนเดียว กูไม่กล้า มันกะเพื่อนเยอะ กลัวโดนตบ ก็ได้แต่ถอนใจ ว่าเมื่อไหร่หนังอันยาวนานนี้จะจบไปซะที ถึงแม้ว่าหนังมันจะสนุกยังไง แต่ตอนนี้กูหมดสนุกแล้ว สุดท้าย มันก็ไม่ปิดโทรศัพท์ จนหนังจบ นานแล้วที่กูไม่ได้ไปดูหนังในโรง เพราะเบื่อพวกแบบนี้ ส่วนใหญ่จึงรอดูดีวีดีที่บ้านสบายใจกว่าเยอะ คราวนี้พอกูไปดูก็ดันเจอแจคพ็อตอีก คราวหน้ากูไม่ไปดูแล้ว เซ็ง *ใครอ่านแล้วงงกูจะบอกว่า วันนี้กูไม่ได้ไปเรียน เลยไปดูหนังแทน
แต่เจอคนปัญญานิ่มโทรศัพท์ในโรงจนกูหมดสนุก
และกูก็หงุดหงิดเป็นที่สุด แค่นี้แหละ
... 6/23/2006 น้ำตาการร้องไห้...บางทีไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอเสมอไป
แต่การร้องไห้...บางทีก็เป็นการช่วยระบายความอัดอั้นตันใจออกมา
ความเครียด
ความทุกข์
ความเศร้า
ความผิดหวัง
ล้วนทำให้เกิดการสะสมของน้ำตา
ร้องไห้ออกมาซะ ร้องให้มันสุดๆ ไม่ต้องยั้ง
พักผ่อนนอนหลับ
ตื่นขึ้นมาแล้วจะพบกับความโล่งอกสบายใจ
ทำให้เรามีพลังขึ้นมาใหม่ คิดได้ว่า "ยังมีความสุขอีกมากมาย รอเราอยู่ข้างหน้า...
มัวมานั่งเสียเวลาเสียใจกับความทุกข์แค่เล็กน้อยนี้ทำไม"
ใครที่รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ อัดอั้น การร้องไห้อาจช่วยได้
ปล. เวลาร้องไห้ควรอยู่คนเดียว (ถ้าคนอื่นอยู่จะอาย ร้องได้ไม่สุดๆ ความอัดอั้นก็ไม่หมด)
เลือกช่วงเวลาก่อนนอนก็จะดี (ร้องเสร็จเหนื่อย จะได้นอนหลับพักสายตา)
ปล่อยให้น้ำตาไหลไปเรื่อยๆ (นึกภาพนางเอกช่อง 7 เข้าไว้)
อย่าขยี้ตา เด็ดขาด (เพราะจะทำให้ตาบวม)
ถ้าจะให้ดีควรนั่งหน้ากระจก (ได้ฟิวสุดๆ)
อยากจะพูด อยากระบาย หรืออยากด่าใครก็พูดออกมาเลย (เอาให้หายอัดอั้น)
เมื่อร้องไห้จนสุดๆ เพียงพอแล้ว ก็นอนหลับพักผ่อนไปซะ
ตื่นเช้ามาคุณจะกลายเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม ยิ่งกว่าดื่มวีต้าแล้วนอนซะอีก
อ่านมาทั้งหมดแล้วไม่เชื่อก็ลองดู
6/18/2006 เปลี่ยนกันไหม
5/18/2006 จะมีบ้างไหมเพลง : จะมีบ้างไหม 3/22/2006 อาร์เจนตินาดาวน์โหลดคลิปวีดิโอรายการเปิดเลนส์ส่องโลก ตอนที่ถูกห้ามออกอากาศ ชื่อชุด "อาร์เจนตินา" ล่มสลาย...ขาย...แปรรูป ใคร....คือผู้ทำลาย ? โดย ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์
ตรงนี้เลย http://s52.yousendit.com/d.aspx?id=3PNIQ5LY979IB0BIZT3IC3SHXO โหลดได้ไม่ได้บอกกันด้วยนะครับ 3/17/2006 ไม่มีวันนี้แค่เอารูปงานบายเนียร์บางส่วนมาลงอัพเดท
แต่ที่สำคัญคือ ไปเจอคลิปวีดิโอรายการเปิดเลนส์ส่องโลกที่เค้าว่า
เป็นเทปที่ถูกสั่งงดออกอากาศ โดยผู้ใหญ่บางคน
อันนี้ผมก็ไม่รู้นะ ว่าเท็จจริงเป็นยังไง
เพื่อนๆ ลองดูกันเองนะครับ
เปิดเลนส์ส่องโลก ตอนที่ถูกห้ามออกอากาศ
ชื่อชุด "อาร์เจนตินา" ล่มสลาย...ขาย...แปรรูป ใคร....คือผู้ทำลาย ?
โดย ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ เอามาจากเว็บ http://www.it.msu.ac.th/cgmania/aclub/upsite/vdo/index.asp
เรื่อง : ความเป็นไปได้ ถ้าคนไทยยังถูกปิดหูปิดตาอยู่ ใจความ : จงลุกขึ้นมาเทิดคนไทยทั้งหลายเรากำลังจะถูกยึดแผ่นดินไทยถ้าเราปล่อยไปวันๆ ดังตัวอย่างที่มีอยู่จริง จำนวนผู้เข้าชม : 37,236 คน ผมดูไปแล้วอยากร้องไห้ น่าสงสารคนประเทศนั้นมากครับ
ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเกิดกับประเทศไทยของเรา แล้วพวกเราจะอยู่กันในสภาพไหน
2/9/2006 ดีใจกะเราด้วยนะ"พักได้ แต่อย่าหยุด "
ทำให้เราถึงกับชะงัก และคิดได้
เพราะตอนนี้เรากำลังเบื่อโลกชอบกล ไม่ไปเรียน ไม่ทำอะไร รู้สึกเหนื่อย ขาดกำลังใจ คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะหาทางออกยังไง ( เราไม่ได้อกหักนะ แค่เกิดอาการที่มันบอกไม่ถูกอย่างนี้แหละ )
ตอนนี้เราขอหยุดพักคิดอะไรเกี่ยวกับตัวเองซักพักนะ
แต่คงไม่นานหรอก ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น 2/8/2006 เหงาจัง
เคยมั้ย...... พยายามจะเลิกทำบางสิ่ง ( ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถ้าไม่ทำ ก็จะดี )
แต่ยังรู้สึกเสียดาย
ทำไม ?
1/15/2006 Siam Paragonวันนี้เอารูปใหม่มาลงเพิ่ม
รูปที่ไปเที่ยวสยามพารากอนเมื่อตอนวันคริสต์มาส กับเอ
คนเยอะมาก
แต่ละคนถ่ายรูปกันอย่างบ้าคลั่ง (รวมทั้งเราด้วย)
เพราะเกรงว่าถ้าเลยช่วงเวลาเปิดใหม่ๆ ไปแล้ว เค้าจะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปในห้าง
และวันนี้ไปเที่ยวละแวกนั้นมาอีก
ไปกันสามคน เรา เอ ตูน
และถ่ายรูปมาอีกแล้วด้วย
แต่ยังไม่ได้เอามาลง
เดี๋ยวเอาไว้ลงทีละเซ็ตดีกว่า
และวันนี้ตอนเดินจากเซ็นทรัลเวิร์ล มาบนสกายวอล์ค
จะมาสยามพารากอน
เรากะตูนเห็นผู้ชายสองคน (หน้าตาดีกันทั้งคู่) เดินกอดคอกันมาแต่ไกล
เราไม่ได้สนใจมอง
แต่ตูนมองอยู่
พอเดินมาใกล้ๆ เกือบจะสวนกัน
ปรากฏว่า............!!!!!!!!!!!!!!
...........................................................(คิดว่าเกิดอะไรขึ้น)
ตูนอึ้งมาก
รีบสกิดเรา
เฮ้ยยยยยยยย ซี เห็นป่ะ
เราว่า "มีอะไรเหรอ?"
"สองคนนั้นนนนนน"
เราบอก "อืม! เห็นมาแต่ไกลแล้ว"
ตูนรีบบอกว่า " ไม่ใช่!!!! "
"เมื่อกี๊ เค้าจุ๊บกัน!"
" หา!!!!!!!!!!!!!!!! จริงอ่ะ"
"เออ! จริงดิ" ตูนบอก
ทั้งเราและตูนทั้งอึ้งและตาร้อนไปตามๆ กัน
เฮ้อ!--"เมื่อไหร่จะมีแฟนไว้สวีทแบบนี้กันบ้างเนอะตูน" บ่นกันด้วยความเซ็ง
ป.ล. ตอนนี้ก็ยังไม่หายอิจฉาตาร้อนเลย
เอ๊ะ แล้ว เอ หล่ะ ทำไมไม่พูดถึง
ก้อ เอ ก็ไม่เห็นเหมือนกัน
แต่พอรู้แล้ว เอ ก็พูดแค่ "กล้าจังเลยเนอะ"
และเอ คงไม่ตาร้อนด้วย
เพราะ.............
เพราะอะไรเหรอ ถาม เอ เอาเองละกัน
ปล. นี่กรูเล่นสีมากไปป่ะเนี่ย |
|
|